ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network)

คือการเชื่อมต่อเครื่อง/อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน
ทำให้เกิดการสื่อสาร แลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างกัน
ผ่านทางตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็น ทางสาย Wire หรือทางอากาศ Wireless

ในร้านอินเตอร์เน็ตนั้น เรามีเครื่องคอมพิวเตอร์มากมาย เชื่อมต่อเข้าหากัน
ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในร้าน สามารถสื่อสารกันได้
ไม่ว่าจะเป็น เครื่องแม่ (server) กับเครื่องลูก (client) หรือ เครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ตาม
กิจกรรมในร้านอินเตอร์เน็ตนั้น ล้วนแต่พึ่งพาความสามารถของระบบเครือข่ายแทบทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือการเล่นเกม Online แม้แต่เกม Multiplayer ที่ LAN กันในร้านก็ตาม
หากร้านอินเตอร์เน็ต ไม่มีระบบเครือข่าย เราก็ไม่อาจจะทำกิจกรรมที่ว่ามาทั้งหมดได้
ดังนั้น จึงถือได้ว่า ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นั้น คือส่วนที่สำคัญที่สุดในร้านอินเตอร์เน็ตก็ว่าได้

การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้น มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
เราจะมาดูกันที่เครื่องคอมพิวเตอร์กันก่อน


การ์ดแลน (Network Card/LAN Card)

คำว่า LAN ย่อมาจาก Local Area Network
หมายความว่า เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในสถานที่ของเรา
เช่นสมมติถ้าเป็นร้านอินเตอร์เน็ต ก็หมายถึงเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันอยู่ภายในร้าน

การ์ดแลนนั้นเป็นส่วนที่จะทำหน้าที่ในการ รับ/ส่ง ข้อมูลทางผ่านสายแลน
(หรือผ่านทางอากาศถ้าหากการ์ดแลนนั้นเป็นแบบ Wireless)
เมื่อถูกติดตั้งเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ก็เปรียบเสมือนประตูทางออก
ให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่ในเครื่องเราสามารถใช้ในการรับ/ส่งข้อมูลผ่านทางประตูนี้

ส่วนใหญ่แล้ว การ์ดแลนนั้น มักจะถูกติดตั้งมาแบบ onboard(ออนบอร์ด) ใน Mainboard อยู่แล้ว
ซึ่งปกติก็ไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อมาติดตั้งเพิ่ม นอกซะจากว่าจำเป็นต้องใช้การ์ดแลนมากกว่าที่มีมาให้แล้ว
หรือการ์ดแลนที่เป็น onboard นั้นมีปัญหาต่อการติดตั้งโปรแกรม
ความเร็วของการ์ดแลน เราจะใช่หน่วยเป็น บิต ต่อ วินาที (bit/second) หรือ bps
ซึ่งเป็นนิยามปกติของการวัดความเร็วของการส่งผ่านข้อมูล
ในปัจจุบันนั้น ความเร็วของการ์ดแลนอยู่ที่ประมาณ 1Gbps
หรือถ้าไปตามท้องตลาด อาจจะพบเห็นการ์ดแลนที่มีความเร็ว 100Mbps
สำหรับมือใหม่อาจจะ งง ไหนว่าความเร็วมีหน่วยเป็น bps ทำไมถึงยังมี Gbps Mbps เข้ามาอีก
หน่วย ยังคงเป็น bps เหมือนเดิมครับ เพียงแต่ G กับ M นั้นคือตัวย่อของจำนวน
M หมายถึงประมาณหนึ่งล้าน, ส่วน G หมายถึงประมาณหนึ่งพันล้าน
ดังนั้นที่เห็น 100Mbps ให้แยกออกมาเป็น 100M กับ bps
คำว่า 100M ก็คือ หนึ่งร้อยล้าน นั้นเอง ส่วน 1G ก็คือ หนึ่งพันล้าน
ดังนั้น ดังนี้ ทุกท่านก็คงจะทราบแล้วว่า 1G นั้นย่อมเร็วกว่า 100M แน่นอน
การ์ดแลนที่ความเร็ว 1G เราเรียกว่า Gigabit Network Card หรือการ์ดแลนกิกะบิต



เล่าให้ฟังเป็นเกร็ดเสริมเล็กน้อย เกี่ยวกับ “หน่วย” ที่เราใช้ในระบบคอมพิวเตอร์
เราใช้ตัวย่อ แทนที่จะเขียนเป็นตัวเลขทั้งหมด เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
เราใช้ตัว K แทนคำว่า Kilo (กิโล) แทนจำนวน 1,024
เราใช้ตัว M แทนคำว่า Mega (เมกะ) แทนจำนวน 1,048,576 (1024 x 1024)
เราใช้ตัว G แทนคำว่า Giga (กิกะ) แทนจำนวน 1,073,741,824 (1024 x 1024 x 1024)
เราใช้ตัว T แทนคำว่า Tera (เทระ) แทนจำนวน 1,099,511,627,776 (1024 x 1024 x 1024 x 1024)
หลายคน งง (อีกแล้ว).. ว่าทำไมไม่เป็น ตัวเลขกลมๆ (เลขศูนย์)
เนื่องจากเป็นข้อจำกัดของการใช้เลขฐานสองบนระบบคอมพิวเตอร์ครับ

หน่วยที่บอกปริมาณของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ มีสองอย่างคือ บิต (Bit) และ ไบต์ (Byte)
ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ อยากให้ลองนึกถึงระบบเลขที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
ตัวเลขที่เราใช้กันจนชินนั้น เราเรียกว่าระบบเลขฐานสิบ
ก็คือตัวเลข 1 ตัว มีความเป็นไปได้ทั้งหมด 10 แบบ คือเลข 0 ถึงเลข 9
เลขที่มีค่ามากที่สุดก็คือเลข 9 ถ้าหากต้องการจำนวนที่มากกว่านี้
เราก็จะใช้ตัวเลขมากกว่า 1 ตัวมาผสมกัน เช่น มากกว่าเลข 9 ก็คือเลข 10

บิตคือหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุด โดยที่ข้อมูล 1 บิต จะเป็นไปได้สองสถานะก็คือ 0 หรือ 1
จะเหมือนกับระบบเลขฐานสอง (Binary) หมายความว่า
ตัวเลข 1 ตัวนั้น มีความเป็นไปได้ทั้งหมด 2 แบบ คือเลข 0 และเลข 1
จะไม่มีการใช้เลข 2 ในระบบเลขฐานสอง
ในระบบเลขฐานสองนั้น 1 + 1 จะเท่ากับ 10bin อ่านว่า หนึ่ง-ศูนย์ (ไม่ใช่สิบ)

ส่วนไบต์นั้น เป็นการเอาบิตมารวมกันทั้งหมด 8 บิต ก็จะเท่ากับ 1 ไบต์
ค่าที่น้อยที่สุดสำหรับข้อมูล 1 ไบต์ ถ้าเขียนในรูปแบบของเลขฐานสอง ก็คือ 00000000
ส่วนค่าที่มากที่สุดสำหรับข้อมูล 1 ไบต์ เขียนในรูปแบบของเลขฐานสองก็คือ 11111111
ถ้าเป็นเลขฐานสิบ ก็จะเท่ากับ 0 ถึง 255
แต่ปกติข้อมูลในระดับไบต์ เราจะเขียนกันในรูปแบบของเลขฐานสิบหก (อ้าว มาใหม่อีกแล้ว)

เลขฐานสิบหก นั้นจะเป็นตัวเลขที่ใช้กันแทนที่จะเขียนเลขฐานสอง
ซึ่งจะใช้เนื้อที่ในการแสดงผลมากเกินไป และแปลความหมายได้ยาก
เลขฐานสิบหกคือระบบเลขอีกแบบหนึ่ง ที่ตัวเลข 1 ตัวจะมีค่าในเลขฐานสิบตั้งแต่ 0 ถึง 15
สำหรับตัวเลขที่มีค่า 0 – 9 เราก็ใช้เลขเดียวกับในระบบเลขฐานสิบเหมือนเดิม
แต่ตัวเลขที่มีค่า 10 – 15 เราจะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ A – F มาแทน (ใช้ได้ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่)
ตัวเลขที่เราอาจจะเห็นได้จากการใช้งานการ์ดแลนก็คือ ค่า MAC Address หรือ Physical Address
ที่มักจะเขียนอยู่ในรูปแบบของเลขฐานสิบหก

EXAMPLE - - - -
ตัวเลข 1 ไบต์ ที่มีเลขฐานสองจำนวน 8 ตัวนั้น
เมื่อเขียนอยู่ในเลขฐานสิบหก เราจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนละ 4 ตัว
เช่น ตัวเลข 1 ไบต์ที่มีค่าในเลขฐานสิบว่า 200 เมื่อเขียนอยู่ในรูปแบบของเลขฐานสอง ก็จะเท่ากับ 11001000
เราแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ 1100 และ 1000 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 12 และ 8 ในระบบเลขฐานสิบ
ทีนี้เราก็จะเขียนในรูปแบบของเลขฐานสิบหกได้คือ C8 ( C ก็คือ 12 ในเลขฐานสิบหก, ส่วน 8 ในเลขฐานสิบหกใช้ตัวเดียวกัน )
หมายความว่า ตัวเลขฐานสิบที่มีค่า 200 เมื่อเขียนอยู่ในรูปแบบเลขฐานสิบหก ก็จะได้ C8

ความรู้ตรงนี้ ก็ถือว่ามีความสำคัญเหมือนกัน ที่จะเข้าใจที่มาที่ไปของตัวเลขที่เราจะเห็นในระบบคอมพิวเตอร์
มาถึงตรงนี้ก็คือว่าเป็นแค่น้ำจิ้มเล็กๆน้อยๆ เดี๋ยวค่อยเปิดบทความเกี่ยวกับระบบเลขฐาน อีกครั้ง
เพราะมีความสำคัญในการใช้ในการระบุค่า IP Address, Subnet Mask และ MAC Address
ดังนั้น มาถึงตรงนี้ก็พยายามอ่านให้เห็นภาพคร่าวๆก่อนนะครับ

กลับมาที่เรื่องของการ์ดแลนกันต่อ
ปัจจุบันนั้น การ์ดแลนจะมีหลากหลายรูปแบบ
เริ่มจากการ์ดแลนธรรมดาราคาถูก ที่เสียบลงช่อง PCI บน Mainboard
หรือมาเป็นการ์ดแลนที่มีช่องเสียบหัว RJ-45 จำนวน 2 หรือ 4 พอร์ต ในการ์ดใบเดียว
หรือการ์ดแลนที่เอาไว้เสียบลงในช่อง PCIe (ช่องเดียวกับการ์ดจอ) แบบ 1x 4x 8x
การ์ดแลนที่เสียบลงใน PCIe แบบ 1x นั้นจะเป็นการ์ดแลนแบบ Gigabit 1 พอร์ต
ส่วนการ์ดแลนที่เสียบลงใน PCIe แบบ 4x นั้นจะเป็นการ์ดแลนแบบ Gigabit 2 พอร์ต หรือ 4 พอร์ต ในการ์ดใบเดียว
ส่วนการ์ดแลนที่เสียบลงใน PCIe แบบ 8x นั้นจะเป็นการ์ดแลนแบบ 10G จำนวน 1 / 2 พอร์ตในการ์ดแลนใบเดียว

การ์ดแลนที่แตกต่างกันนั้น ก็จะมีความเหมาะสมที่จะใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สำหรับร้านอินเตอร์เน็ตนั้น เรามี Server ที่ทำหน้าที่หลายๆแบบ เช่น Internet Gateway Server, Diskless Server
พวกนี้จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน การ์ดแลนที่ใช้ก็จะแตกต่างกันไปด้วย
แน่นอน เราสามารถใช้งานการ์ดแลนโดยไม่ต้องไปดูหน้าที่ที่เหมาะสมก็ได้
แต่ผลเสียก็คือ การทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ การเสียเงินโดยใช่เหตุ และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง
เช่น ถ้าเราต้องการทำ Internet Gateway Server หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
แน่นอนว่า ในร้านอินเตอร์เน็ต มักจะมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตประเภท ADSL มากกว่า 1 เส้น
ดังนั้น การ์ดแลนที่เหมาะสมกับงานประเภทนี้ก็คือ การ์ดแลนที่มีหลายพอร์ตใน 1 ใบ และติดตั้งบน slot ประเภท PCI ธรรมดา
เหตุผลที่เราเลือกใช้การ์ดแลนที่มีหลายพอร์ตใน 1 ใบ นั้นก็คือ เราจะลดจำนวน slot PCI ที่จำเป็นต้องใช้
สมมติว่าเราต้องการเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตทั้งหมด 4 เส้น
แน่นอน เราสามารถใช้การ์ดแลน 4 ใบ (ใบละ 1 พอร์ต) มาทำงานก็ได้ผลลัพท์เหมือนกัน
แต่เราจะหา Mainboard ที่มีพอร์ต PCI จำนวน 4 ช่องได้จากที่ไหน (คงหาได้ แต่อาจจะยากนิดนึงครับ)
ในกรณีเดียวกันนี้ ทำไมเราถึงจะไม่เลือกใช้การ์ดแลน PCI แบบที่มี 4 พอร์ตในใบเดียว
ซึ่งจะใช้ slot PCI แค่ช่องเดียว ประหยัดพื้นที่ได้มากกว่า
แม้ว่าราคามันจะแพงกว่าการ์ดแลนแบบ 1 พอร์ตจำนวน 4 ใบ อยู่นิดหน่อย แต่ผมว่ามันก็น่าจะคุ้มค่ากว่า
ส่วนเหตุผลที่เราเลือกใช้ slot แบบ PCI ก็คือ ด้วย Bandwidth นั้น แม้ว่า PCI จะด้อยกว่า PCIe
แต่ด้วยความเร็วอินเตอร์เน็ต ที่น้อยกว่าประสิทธิภาพความเร็วของการ์ดแลน
ดังนั้น slot PCI ธรรมดาก็เพียงพอต่อการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหลายๆสายแล้ว
ลองดูความเร็วของอินเตอร์เน็ต ADSL ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10-15Mb/s
แต่ความเร็วของการ์ดแลนจะอยู่ที่ประมาณ 1Gb/s หรือ 100Mb/s
จะเห็นว่าความเร็วของอินเตอร์เน็ต ADSL นั้นน้อยกว่าการ์ดแลนอยู่มาก
และความเร็วของ slot PCI ชนิด 32-bit/33 MHz จะมีความเร็วอยู่ที่ 1067Mb/s
จะเห็นว่ารองรับความเร็วได้มากกว่า ADSL ปัจจุบันอยู่เกือบร้อยเท่า

ส่วนการใช้งานการ์ดแลนสำหรับ Diskless Server นั้น
ควรจะใช้การ์ดแลนประเภท PCIe
จากที่ได้ทดลอง ทดสอบมาด้วยตัวเอง ระหว่างการ์ดแลนประเภท PCI ธรรมดา และ PCIe นั้น
มีความเร็วที่แตกต่างกันพอสมควร แม้ว่าจะเป็นการ์ดแลนประเภท Gigabit เหมือนกัน
แต่ความเร็วที่ได้จากการทดสอบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยลักษณะงานของ Diskless Server ที่ต้องมีการส่งข้อมูลออกมาจำนวนมาก
การใช้งานการ์ดแลนในรูปแบบของ PCIe จึงมีความจำเป็น
ส่วนจะใช้การ์ดแลน กี่พอร์ตต่อหนึ่งใบนั้น อาจจะต้องดูจาก slot บน Mainboard
และความเร็วของ HDD ในเครื่อง server เป็นสำคัญ

เพราะหลักการของ Diskless Server นั้น เครื่องลูกจะไม่มีฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง
เครื่องลูกทุกเครื่องจะมาใช้ฮาร์ดดิสก์ที่เก็บอยู่ในเครื่อง Diskless Server
ดังนั้น หาก Server เราไม่แรงพอที่จะสนับสนุนข้อมูลให้กับเครื่องลูกที่มีการร้องขอเข้ามาพร้อมๆกัน
ก็จะเกิดปัญหาการใช้งาน ถ้าเปรียบเทียบกับการดู youtube ภาพวีดีโอก็จะมีการกระตุกจนเรารู้สึกได้
แน่นอนว่า ร้านอินเตอร์เน็ต เป็นเรื่องของการให้บริการลูกค้าที่จ่ายเงินเข้ามาใช้งาน
ถ้าหากบริการมีปัญหา ธุรกิจก็ย่อมมีปัญหา

เราลองมาดูความเร็วของการใช้งานปกติกันก่อนนะครับ
ปกติเครื่องคอมพิวเตอร์แบบทำงานส่วนตัว (PC) ที่มีฮาร์ดดิสก์อยู่ในเครื่อง
มีความเร็วอยู่ที่ประมาณ 100MB/s เป็นความเร็วที่ถือว่ามาตรฐาน

ทีนี้ถ้าเราลองเอาฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวกันนี้ ไปติดตั้งไว้บน Server
แล้วให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ไปเรียกใช้ผ่านระบบเครือข่าย
สิ่งที่จะมีผลทำให้ความเร็วการใช้งานเปลี่ยนไปนั้นจะมีเพิ่มเข้ามาคือ
ความเร็วของการ์ดแลนเครื่องลูก
ความเร็วของการ์ดแลนเครื่อง Server
ระบบเครือข่าย/สายแลน (ขอเอาแค่ง่ายๆไม่ผ่าน Switch ก่อน)
สมมติว่า ให้การ์ดแลนเป็นการ์ดแลนแบบ Gigabit ก็คือ 1Gb/s หรือ 125MB/s
(1Gb/s เท่ากับ 125MB/s เอาจำนวนบิตหารด้วย 8 ตามหลักการด้านบน)
ส่วนสายแลนก็เอาเป็น Cat6 ที่สนับสนุนถึงความเร็วระดับ 10Gb/s
จากระบบโดยรวมตอนนี้ ถือว่า สายสัญญาณรับส่งข้อมูลมีความเร็วเพียงพอ
ที่จะส่งข้อมูลได้โดยปกติ ก็คือ 100MB/s ตามความเร็วของฮาร์ดดิสก์

ปล.ขอข้ามในส่วนของ overhead ที่ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงไปก่อน
เพราะจะอธิบายแค่หลักการเบื้องต้น

ทีนี้ปัญหาก็คือ ในระบบ Diskless นั้น ไม่ได้มีเครื่องลูกแค่เครื่องเดียว
ที่จะเข้ามาใช้ทรัพยากรฮาร์ดดิสก์บนเครื่อง Diskless Server นี้
สมมติว่า เครื่องลูกเรามี 10 เครื่องก็แล้วกันครับ
สมมติว่า ระบบเครือข่ายเรา ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแลน / สายแลน
ล้วนสนับสนุนในระบบเครือข่ายแบบ Gigabit
ภาพที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับ เรากำลังเอาถาดข้าวเล็กๆไปเลี้ยงลูกสุนัขหิวโซทั้ง 10 ตัว
ฮาร์ดดิสก์ลูกเดียว ถามว่าสามารถรองรับเครื่องลูก 10 เครื่องได้มั้ย
คำตอบคือ มันก็ได้ครับ แต่ความเร็วมันไม่ได้เพิ่มขึ้น
ปกติความเร็วอยู่ที่ 100MB/s พอมีเครื่องลูกมาใช้งานเพิ่มขึ้น
แต่ความเร็วในการส่งออกข้อมูลก็ยังคงเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลนั้น คิดง่ายๆว่าเอาจำนวนเครื่องมาหารไปเลย
เช่นมี 10 เครื่อง ในกรณีที่มีการร้องขอข้อมูลพร้อมๆกันทั้ง 10 เครื่อง
แต่ละเครื่องก็จะได้ข้อมูลมาที่ความเร็ว 100MB/s หารด้วย 10 ก็จะเหลือประมาณ 10MB/s
ถามว่า 10MB/s ใช้ได้มั้ย .. มันก็ใช้ได้ครับ
แต่ถ้าถามว่า ช้ามั้ย อันนี้คุณคงต้องเป็นคนตอบเอง
เพราะว่า ช้าเร็ว มันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เราเป็นร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่ต้องให้บริการกับลูกค้าที่จ่ายเงินเข้ามา
ถ้าหากเครื่องของเรามันช้าเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อร้านเราในระยะยาว

สิ่งที่ยังพอทำให้เราโล่งใจได้บ้างก็คือ โอกาสที่เครื่องลูกทั้งหมด
จะร้องขอข้อมูลจาก Diskless Server พร้อมๆกันนั้น ก็ไม่ได้มีบ่อยๆหรือตลอดเวลา
ส่วนมากมักจะผลัดกันขอ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เครื่อง Server เราก็ยังคงพอรับไหว
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปกำหนดได้ถึงพฤติกรรมการใช้งานเครื่องของลูกค้า
และแน่นอนว่า ถึงจะไม่ได้เรียกข้อมูลพร้อมกันทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่การเข้าคิวเรียกข้อมูลทีละเครื่องแน่ๆ
ดังนั้นประสิทธิภาพการใช้งานเครื่องลูกในระบบ Diskless นั้น ก็จะไม่ได้ตามอุดมคติแน่นอน
เนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นเอง

ทางแก้ปัญหาก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่อง Diskless Server เองก็เป็นส่วนหนึ่ง
ที่ผ่านมาเราเพิ่มฮาร์ดดิสก์ โดยจัดตั้ง RAID-0 เพื่อเพิ่มความเร็ว
ของการส่งผ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ให้เร็วขึ้น 2 เท่าขึ้นไป
โดยการเพิ่มจำนวนฮาร์ดดิสก์และใช้ซอฟท์แวร์มาช่วยจัดการ
หรือแม้แต่การใช้ SSD ซึ่งในปัจจุบันก็ถือได้ว่า ราคาถูกลงมาพอสมควร
จนในปัจจุบัน เราสามารถเพิ่มความเร็วของระบบฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง Diskless Server ได้ถึง 500 - 1000MB/s

ปัญหาต่อมาก็คือ ถ้าหากเรายังคงใช้การ์ดแลน Gigabit แบบพอร์ตเดียว onboard
อัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลก็ยังคงเป็น 125MB/s
เราเรียกปัญหาแบบนี้ว่า "คอขวด"
(หากมีใครไม่เข้าใจคำนี้ ให้ลองนึกถึงขวดเหล้า หรือขวดอะไรที่ปากเล็กๆ
ใส่น้่ำไปให้เต็ม แล้วคว่ำขวด น้ำมันจะไหลออกมาตามความเร็วของขนาดปากขวด)
ก็คือ ไม่ว่าระบบฮาร์ดดิสก์จะมีความเร็วขนาดไหนก็ตาม
แต่เมื่อผ่านระบบการ์ดแลนที่มีความเร็วอยู่ที่ 125MB/s (ตามอุดมคติ)
ความเร็วของระบบฮาร์ดดิสก์จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ดังนั้น เราถึงได้มีการเพิ่้มประสิทธิภาพของระบบการ์ดแลนในเครื่อง
ด้วยการเพิ่มจำนวนของการ์ดแลน หรือเพิ่มจำนวนของพอร์ตบนการ์ดแลน
เพื่อให้สามารถรองรับ สนับสนุน ข้อมูลให้กับเครื่องลูกที่มีอยู่ในร้านได้ทั้งหมด

สายแลน

สิ่งที่สำคัญต่อมา ก็คือสายแลน
เอาเป็นว่าประวัติมันจะเป็นมาอย่างไรก็คงไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้เรามีอะไรให้ใช้อยู่บ้าง
สายแลนที่เรานิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือสายแลนแบบ UTP (Unshield Twisted Pair)
ความหมายตามชื่อก็คือ สายคู่ตีเกลียวที่ไม่มีการป้องกันสัญญาณรบกวน
สายแลนหนึ่งเส้น จะมีสายทองแดงเส้นเล็กๆอยู่ทั้งหมด 8 เส้น โดยจะจับคู่ละบิดเป็นเกลียวแยกกัน 4 คู่
การใช้งาน ก็ตัดตามความยาวที่ต้องการ แล้วติดตั้งเข้ากับรางสายไฟ เหลือปลายทั้งสองข้าง ซัก 1 เมตร
ผมเองเคยไปอบรมกับบริษัทจำหน่ายสายแลน เค้าบอกว่า เวลาติดตั้งให้พยายามอย่าหักสาย
ถ้าหากมีการเปลี่ยนทิศทาง ให้พยายามโค้งมันอย่างเดียว ถ้าหากหักสาย 90 หรือพับหักมุม
ความสามารถในการนำพาสัญญาณจะลดลง ** (เค้าว่ามาแบบนี้นะครับ)

ปลายสายแลน เราจะใส่หัว ซึ่งเรียกว่า หัว RJ-45
อาจจะเป็นพลาสติกหรือเหล็กก็แล้วแต่ว่าเราจะใช้แบบไหน
สายแลนบางรุ่นจะมีลวดนำสัญญาณรบกวน
เพราะร้านเน็ตเรามักจะเดินสายแลนไปกับสายไฟ
ดังนั้น สายไฟที่มีกระแสไฟไหลผ่านนั้น จะมีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ซึ่งอาจจะมารบกวนการส่งสัญญาณของสายแลน ดังนั้น
ในสายแลนที่มีลวดนำสัญญาณรบกวนก็จะทำการส่งกระแสที่เหนี่ยวนำจากคลื่นรบกวน
ส่งไปตามลวดตัวนำนี้ ไปยังหัว RJ-45 แบบเหล็ก ส่งไปลงสายดินผ่านทางพอร์ตแลนอีกที
** แต่ทางที่ดี เราน่าจะวางสายแลนให้ห่างจากสายไฟ อย่างน้อย 6 นิ้วก็ดีครับ

การเข้าหัวสายแลนนั้น จำเป็นต้องมีเครื่องมือดังนี้
1.    คีมเข้าหัวสายแลน
2.    คัทเตอร์
3.    กรรไกร

อันดับแรกก็ตัดปลายสายแลนให้เรียบร้อยด้วยกรรไกร
จากนั้นวัดเข้ามา ประมาณ 1 นิ้ว ใช้คัทเตอร์กรีดเพื่อปอกเปลือกหุ้มสีขาวของสายแลนออก
เราก็จะเห็นสายทองแดงที่บิดเกลียวเป็นคู่ๆ ทั้งหมด 8 เส้น
แต่ละเส้นจะหุ้มฉนวนด้วยสีต่างกัน สายแลนบางรุ่นอาจจะมีแกนกลางพลาสติก ก็ให้ตัดออกไปด้วย

ทีนี้คลี่เกลียวบิดของสายไฟเส้นเล็กๆทั้ง 8 เส้นออกมา แล้วจับเรียงกันใหม่โดยดูจากสีของสายไฟดังนี้
ขาวส้ม / ส้ม / ขาวเขียว / น้ำเงิน / ขาวน้ำเงิน / เขียว / ขาวน้ำตาล / น้ำตาล

หลักในการจำสี

สายไฟจะมีทั้งหมด 4 คู่ 4 สี คือ ส้ม / เขียว / น้ำเงิน / น้ำตาล
แต่ละคู่จะมีสีเต็ม และสีคาดขาว ให้จำ 3 สี คือ
สีส้มอยู่ซ้ายสุด (เริ่มจากขาวส้ม)
สีน้ำเงินอยู่ตรงกลาง
สีน้ำตาลอยู่ทางขวาสุด
จะมีพิเศษตรงสีเขียว ที่จะอยู่คร่อมสีน้ำเงิน
การเรียงจะเรียงสลับระหว่าง สีเต็ม และ สีคาดขาว
เมื่อมองออกแบบนี้ก็จะทำให้การจำทำได้ง่ายขึ้น
แต่ทางที่ดี ท่องสีไปเลยดีที่สุดครับ ท่องให้ติดปากไปเลย
“ขาวส้มส้มขาวเขียวน้ำเงินขาวน้ำเงินเขียวขาวน้ำตาลน้ำตาล”
ได้ใช้แน่นอน

เมื่อเรียงสายไฟได้สีที่ถูกต้องตามนี้แล้ว ให้ใช้นิ้วกดให้เรียงเป็นแพ
กดให้แน่นอย่าให้เคลื่อนไหวไปมา จากนั้นใช้กรรไกรตัดปลายสายไฟ ให้เหลือยาวจากโคนปลอกซักประมาณ 1.5cm
จากนั้นเอาหัว RJ-45 มาเสียบลงไป โดยให้ด้านที่มีแง่งล็อก อยู่ด้านล่าง และแผ่นทองแดง contact อยู่ด้านบน
** คนไม่เคยทำ อาจจะงงว่า เราไม่ต้องปลอกปลายสายไฟก่อนเหรอ? .. คำตอบไม่ต้องครับ
เดี๋ยวคีมเข้าหัวมันจะบีบให้แผ่นทองแดงที่หัว RJ-45 จิกลงไปบนสายไฟเองครับ ไม่ต้องห่วง

เมื่อเสียบลงไปจนสายไฟเข้าไปถึงด้านในสุดของหัว RJ-45 ครบทั้ง 8 เส้นแล้ว (สังเกตได้จากด้านหลัง)
ก็เอาคีมเข้าหัวมาเสียบ แล้วบีบเลยครับ เอาแค่พอแน่นๆ ไม่ต้องบีบแน่นมากจนหน้าเขียวนะครับ
แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ
** เอาไว้เดี๋ยวจะทำ clip สอนการเข้าหัวสายแลนอีกที

หลังจากเข้าหัวทั้งสองด้านแล้ว มันจะมีเครื่องเทสสายแลน ที่ราคาไม่แพง
สามารถเทสได้ว่า สายแลนที่เราทำนั้นใช้งานได้แล้ว
ส่วนถ้าจะ advance กว่านี้มันจะมีเครื่องเทสตัวละเป็นแสน ที่จะเทสประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณข้อมูลด้วย
แต่เราประหยัดงบคงไม่ต้องไปถึงขนาดนั้นครับ

สายแลนที่เราใช้กันนั้นมีอยู่หลายเกรด
เวลาไปซื้อตามห้าง ก็พยายามดูหน่อยนะครับ เลือกที่มียี่ห้อหน่อยก็จะดี
ส่วนตัวผมใช้ของ AMP หรือ LINK ครับ
สิ่งที่เราจะต้องเลือกอีกอย่างก็คือ ประเภทของสายแลน
อย่างที่บอกในตอนแรกว่า สายแลนที่เราใช้นั้นจะเป็น UTP
แต่เรายังต้องเลือกอีกว่าจะใช้ Category ไหน
พื้นฐานตอนนี้เราสามารถเลือกใช้เป็น Enhanced Category 5 หรือ “Cat5e” “แคทไฟว์อี” หรือ Category 6
โดยทั้งสองประเภทสามารถใช้งานส่งความเร็วได้ในระดับ Gigabit
สำหรับ Cat5e นั้นความเร็วสูงสุดคือ 1Gbps ส่วน Cat6 ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 10Gbps
ระยะความยาวของสายแลนที่เหมาะสมก็คือไม่เกิน 80 เมตร สำหรับ Cat5e ส่วน Cat6 จะยาวกว่านั้น
ถ้าหากเราติดตั้งสายแลนที่ยาวเกินไป อาจจะเจอกับปัญหาบางอย่าง เช่น สัญญาณติดๆดับๆครับ